Welcome to TrendReportTH ! Today is : 22/10/2026

มือถือแบตหมดเร็ว ลองเช็ก 4 การตั้งค่านี้ ช่วยลดการใช้พลังงานได้ทั้ง iPhone และ Android

4 เทคนิคตั้งค่าสมาร์ทโฟน ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ ใช้ได้ทั้ง iPhone และ Android

สมาร์ทโฟนกลายเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานแทบตลอดทั้งวัน แต่ปัญหาที่หลายคนเจอคือ แบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ไม่ได้ใช้งานหนัก บางครั้งช่วงเช้ายังมีแบตเตอรี่เกือบเต็ม แต่พอตกบ่ายกลับเหลือไม่ถึงครึ่ง จนต้องพกพาวเวอร์แบงก์ติดตัวเป็นประจำ

สาเหตุไม่ได้มาจากแบตเตอรี่เสื่อมเพียงอย่างเดียว เพราะภายในเครื่องยังมีหลายระบบที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นการรีเฟรชข้อมูลของแอป การระบุตำแหน่ง GPS การเชื่อมต่อเครือข่าย รวมถึงการแสดงผลของหน้าจอที่มีความละเอียดและอัตรารีเฟรชสูง

สำหรับใครที่ต้องการให้มือถือใช้งานได้นานขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเปิดโหมดประหยัดพลังงานตลอดเวลา ลองเริ่มจาก 4 การตั้งค่าต่อไปนี้


1. จำกัดการทำงานของแอปเบื้องหลัง ลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น

แม้เราจะไม่ได้เปิดแอปอยู่บนหน้าจอ แต่แอปบางประเภทสามารถทำงานเบื้องหลังเพื่ออัปเดตข้อมูล ดาวน์โหลดเนื้อหา หรือเตรียมข้อมูลให้พร้อมใช้งานได้

แอปโซเชียลมีเดีย แอปช้อปปิ้ง เกม หรือแอปที่มีการแจ้งเตือนจำนวนมาก จึงอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เครื่องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นโดยที่ผู้ใช้ไม่ทันสังเกต

บน iPhone

เข้าไปที่

Settings > General > Background App Refresh

จากนั้นเลือกว่าจะอนุญาตให้แอปรีเฟรชข้อมูลผ่าน Wi-Fi และ Cellular หรือจะจำกัดเหลือ Wi-Fi เท่านั้น รวมถึงสามารถปิดฟังก์ชันนี้สำหรับแอปที่ไม่จำเป็นได้

ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งหมด เพราะบางแอป เช่น แอปสื่อสารหรือแอปที่ต้องการอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง อาจยังมีประโยชน์จากการทำงานเบื้องหลัง

บน Android

โดยทั่วไปสามารถเข้าไปที่

Settings > Apps > เลือกแอป > Battery

จากนั้นตรวจสอบตัวเลือกเกี่ยวกับการทำงานเบื้องหลัง และจำกัดการใช้งานสำหรับแอปที่ไม่จำเป็น

ทิป: ไม่จำเป็นต้องจำกัดทุกแอป ควรเลือกเฉพาะแอปที่ไม่ได้ใช้งานบ่อยและไม่จำเป็นต้องอัปเดตข้อมูลตลอดเวลา


 2. ตรวจสอบ GPS และสิทธิ์เข้าถึงตำแหน่งของแต่ละแอป

อีกหนึ่งระบบที่สามารถใช้พลังงานมากขึ้นเมื่อมีการทำงานต่อเนื่อง คือ Location Services หรือบริการระบุตำแหน่ง

แอปบางประเภทอาจต้องใช้ตำแหน่งเพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง เช่น แผนที่ แอปเรียกรถ หรือแอปส่งอาหาร แต่สำหรับแอปข่าว เกม หรือแอปบางประเภท ผู้ใช้อาจไม่จำเป็นต้องอนุญาตให้เข้าถึงตำแหน่งตลอดเวลา

บน iPhone

เข้าไปที่

Settings > Privacy & Security > Location Services

จากนั้นเลือกแอปทีละรายการ และพิจารณาว่าควรให้สิทธิ์แบบใด เช่น

  • Never
  • Ask Next Time Or When I Share
  • While Using the App
  • Always

หากแอปไม่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่งขณะไม่ได้ใช้งาน การเลือก While Using the App อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

นอกจากนี้ iPhone บางรุ่นยังสามารถปิด Precise Location สำหรับแอปที่ไม่จำเป็นต้องทราบตำแหน่งอย่างละเอียดได้

บน Android

เข้าไปที่

Settings > Location > App permissions

จากนั้นตรวจสอบว่าแอปใดได้รับสิทธิ์เข้าถึงตำแหน่ง และเปลี่ยนเป็นการอนุญาตเฉพาะขณะใช้งานหากไม่จำเป็นต้องทำงานตลอดเวลา


3. ลดภาระหน้าจอ ช่วยลดการใช้พลังงานในแต่ละวัน

หน้าจอเป็นหนึ่งในส่วนประกอบที่มีผลต่อการใช้พลังงานของสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะเมื่อเปิดความสว่างสูง ใช้อัตรารีเฟรชสูง หรือเปิดฟังก์ชันแสดงผลตลอดเวลา

มี 3 จุดที่สามารถลองปรับได้

3.1 เปิด Dark Mode

สำหรับสมาร์ทโฟนที่ใช้หน้าจอ OLED หรือ AMOLED การแสดงผลสีดำสามารถช่วยลดการใช้พลังงานของหน้าจอได้ในบางสถานการณ์ เพราะพิกเซลที่แสดงสีดำสามารถลดหรือหยุดการเปล่งแสงของตัวเอง

iPhone:
Settings > Display & Brightness > Dark

Android:
Settings > Display > Dark theme หรือ Dark mode

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ด้านแบตเตอรี่จาก Dark Mode จะขึ้นอยู่กับชนิดของหน้าจอและรูปแบบการใช้งานด้วย


3.2 ปิด Always-On Display หากไม่จำเป็น

สมาร์ทโฟนบางรุ่นสามารถแสดงเวลา การแจ้งเตือน หรือข้อมูลบางอย่างบนหน้าจอได้แม้ไม่ได้เปิดเครื่องขึ้นมาใช้งานเต็มรูปแบบ

ฟีเจอร์นี้สะดวก แต่ก็มีการใช้พลังงานเพิ่มเติม ดังนั้นหากต้องการเน้นการประหยัดแบตเตอรี่ สามารถพิจารณาปิดได้

บน iPhone ที่รองรับฟีเจอร์นี้ สามารถตรวจสอบได้ที่

Settings > Display & Brightness > Always On Display

ส่วน Android ตำแหน่งเมนูอาจแตกต่างกันตามผู้ผลิตและรุ่นของสมาร์ทโฟน เช่น อาจอยู่ภายใต้เมนู Lock screen หรือ Always On Display


3.3 ลด Refresh Rate จาก 120Hz เป็น 60Hz

สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จำนวนมากรองรับหน้าจอ 90Hz, 120Hz หรือสูงกว่านั้น ซึ่งช่วยให้การเลื่อนหน้าจอดูลื่นไหลขึ้น

แต่หากต้องการประหยัดแบตเตอรี่ การลดอัตรารีเฟรชลงสามารถช่วยลดภาระการแสดงผลในบางสถานการณ์ได้

iPhone รุ่นที่รองรับ:
Settings > Accessibility > Motion > Limit Frame Rate

Android:
Settings > Display > Motion Smoothness หรือ Smooth Display

ชื่อเมนูอาจแตกต่างกันไปตามยี่ห้อและรุ่น

เลือกให้เหมาะกับการใช้งาน: หากเป็นวันที่ต้องใช้มือถือหนักและต้องการแบตเตอรี่ให้อยู่ได้นาน การลด Refresh Rate อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่หากต้องการความลื่นไหลของหน้าจอสูงสุด ก็สามารถใช้โหมด Adaptive หรือ High ได้ตามปกติ


4. เช็กเครือข่ายมือถือ เพราะสัญญาณอ่อนอาจทำให้แบตลดเร็ว

อีกเรื่องที่หลายคนอาจมองข้ามคือ คุณภาพของสัญญาณมือถือ

เมื่อสมาร์ทโฟนอยู่ในพื้นที่ที่สัญญาณอ่อน เช่น อาคารที่มีโครงสร้างหนา ห้องใต้ดิน รถไฟ หรือพื้นที่ห่างไกล เครื่องอาจต้องพยายามค้นหาและเชื่อมต่อเครือข่ายอยู่เป็นระยะ ซึ่งอาจเพิ่มการใช้พลังงาน

ดังนั้น หากพบว่ามือถือแบตลดเร็วกว่าปกติในบางสถานที่ ควรลองสังเกตระดับสัญญาณมือถือควบคู่ไปด้วย

บน iPhone

สามารถตรวจสอบการตั้งค่าเครือข่ายได้ที่

Settings > Cellular > Cellular Data Options > Voice & Data

ในเครื่องที่รองรับ อาจเลือก 5G Auto เพื่อให้ระบบจัดการการเชื่อมต่อ 5G และ LTE ตามความเหมาะสม หรือเลือก LTE หากต้องการลดการพยายามเชื่อมต่อ 5G ในพื้นที่ที่สัญญาณไม่เสถียร

บน Android

ตำแหน่งเมนูขึ้นอยู่กับผู้ผลิต แต่โดยทั่วไปสามารถตรวจสอบได้จาก

Settings > Network & Internet / Connections > SIMs หรือ Mobile Networks

จากนั้นมองหาตัวเลือก เช่น

Preferred Network Type / Network Mode

แล้วเลือกเครือข่ายที่เหมาะสมกับพื้นที่และการใช้งาน


สัญญาณอ่อนมาก ทำอย่างไรให้แบตไม่ไหล?

หากอยู่ในพื้นที่ที่แทบไม่มีสัญญาณมือถือ และไม่ได้จำเป็นต้องรับสายหรือ SMS ในช่วงเวลานั้น การเปิด Airplane Mode สามารถหยุดการเชื่อมต่อเครือข่ายมือถือได้

หากสถานที่นั้นมี Wi-Fi สามารถเปิด Wi-Fi กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

วิธีนี้เหมาะกับสถานการณ์ เช่น อยู่บนเครื่องบิน อยู่ในห้องที่ไม่มีสัญญาณ หรืออยู่ในพื้นที่อับสัญญาณเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม ต้องจำไว้ว่าขณะเปิด Airplane Mode การสื่อสารผ่านเครือข่ายมือถืออาจไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ


แล้วต้องปิดทุกอย่างหรือไม่?

ไม่จำเป็น

การประหยัดแบตเตอรี่ที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องปิดทุกฟังก์ชันของสมาร์ทโฟน เพราะอาจทำให้การใช้งานไม่สะดวก และบางฟังก์ชันมีความสำคัญต่อแอปที่เราใช้เป็นประจำ

แนวทางที่เหมาะกว่าคือ เลือกปิดเฉพาะสิ่งที่ไม่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น

  • แอปที่ไม่ได้ใช้ → จำกัดการทำงานเบื้องหลัง
  • แอปที่ไม่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่ง → ปรับ Location เป็นขณะใช้งาน
  • ไม่ได้ต้องการหน้าจอ 120Hz → ลดเป็น 60Hz
  • ไม่ได้ต้องการ Always-On Display → ปิด
  • อยู่ในพื้นที่ 5G ไม่เสถียร → พิจารณาใช้ 5G Auto หรือตัวเลือกเครือข่ายที่เหมาะสม
  • อยู่ในพื้นที่ไร้สัญญาณเป็นเวลานาน → พิจารณา Airplane Mode

สรุป 4 จุดที่ควรเช็ก หากมือถือแบตหมดเร็ว

หากรู้สึกว่าแบตเตอรี่ลดเร็วผิดปกติ ลองเริ่มตรวจสอบจาก 4 จุดนี้ก่อน

1. แอปเบื้องหลัง
ดูว่าแอปใดกำลังทำงานหรือใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น

2. Location Services
ลดสิทธิ์การเข้าถึงตำแหน่งของแอปที่ไม่จำเป็น

3. หน้าจอ
พิจารณา Dark Mode, Always-On Display และ Refresh Rate

4. เครือข่าย
สังเกตว่าสัญญาณอ่อนหรือมีการค้นหาเครือข่ายบ่อยหรือไม่

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีการตั้งค่าใดที่เหมาะกับผู้ใช้ทุกคน การเลือกตั้งค่าควรดูจากพฤติกรรมการใช้งานเป็นหลัก เพราะบางคนต้องการความลื่นไหลของหน้าจอ บางคนต้องพึ่งพา GPS หรือจำเป็นต้องรับการแจ้งเตือนตลอดวัน

การปรับเพียงไม่กี่จุดที่ไม่จำเป็นสำหรับเรา อาจช่วยให้สมาร์ทโฟนใช้งานได้นานขึ้น โดยไม่ต้องลดความสะดวกในการใช้งานลงมากเกินไป

ขอบคุณภาพจาก ไทยรัฐ

editor's pick

latest video

news via inbox

Nulla turp dis cursus. Integer liberos  euismod pretium faucibua

Go to Top